วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

จังหวัดลพบุรี



ประวัติจังหวัดลพบุรี

ลพบุรี เมืองแห่งความหลากหลาย และต่อเนื่องทางวัฒนธรรมยาวนานกว่า 3,000 ปี ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงปัจจุบัน ซึ่งยังคงอุดมไปด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ หลักฐานที่สำคัญ ได้แก่ การขุดพบโครงกระดูกมนุษย์พร้อมภาชนะดินเผา อายุระหว่าง 4,500 - 3,500 ปี ที่แหล่งโบราณคดีบ้านท่าแค การขุดพบโครงกระดูกมนุษย์ยุคหินใหม่ อายุระหว่าง 3,500 - 2,700 ปี ที่บ้านโคกเจริญ การขุดพบโครงกระดูกมนุษย์ยุคสำริด อายุระหว่าง 2,700 - 2,300 ปี ที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ ชุมชนโบราณในสมัยทวารวดี ซึ่งมีความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมประมาณ 1,000 ปี เช่น เมืองโบราณซับจำปา อยู่ในเขต อ.ท่าหลวง เมืองโบราณดงมะรุม อยู่ใน อ.โคกสำโรง เมืองใหม่ไพศาลี ต.โคกเจริญ การพบหลักฐานที่เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ เช่น เหรียญทำด้วยเงิน มีลายดุนเป็นรูปสัญลักษณ์ต่าง ๆ ตามคตินิยมของอินเดียที่บ้านหลุมข้าว อ.โคกสำโรง แสดงให้เห็นการพัฒนาการของเมืองลพบุรี ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11-14 ว่าพิจารณาจากชุมชนโบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์ มาเป็นศูนย์กลางทางการค้า และเมื่อได้รับอิทธิพลทางศิลปะ และความเชื่อทางศาสนา ของอินเดีย ก็กลายมาเป็นศูนย์กลางทางศาสนา ในสมัยพุทธศตวรรษที่ 15-18 อิทธิพลทางวัฒนธรรมขอมหรือเขมร ทำให้ศิลปกรรมต่าง ๆ ของลพบุรี มีรูปร่างคล้ายคลึงกับศิลปะเขมรเป็นอย่างมาก ได้แก่ ปรางค์สามยอด ศาลพระกาฬ ปรางค์แขก ลพบุรียังเป็นศูนย์กลางด้านศิลปวิทยาการ ในสมัยสุโขทัย ตามพงศาวดารกล่าวไว้ว่า พ่อขุนรามคำแหง ได้เสด็จมาศึกษาเล่าเรียนที่เขาสมอคอน ในปี พ.ศ.1788 และพ่อขุนงำเมือง ราชโอรสแห่งเมืองพะเยา ได้เสด็จมาศึกษาที่เขาสมอคอนเช่นกันในปี พ.ศ.1797 ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับ ในปี พ.ศ.2209 และเสด็จมาประทับที่ลพบุรีนาน 8-9 เดือน ลพบุรีจึงเปรียบเสมือนราชธานีแห่งที่ 2 รองจากกรุงศรีอยุธยา สมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะเมืองลพบุรี ในปี พ.ศ.2406 และสร้างหมู่พระที่นั่งพิมานมงกุฎขึ้นเป็นที่ประทับภายในพระราชวัง ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ยุคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย ราว พ.ศ.2480 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้พัฒนาเมืองลพบุรี ให้เป็นศูนย์กลางทางการทหาร และวางผังเมืองใหม่ โดยแยกชุมชนและสถานที่ราชการออกจากเมืองเก่า ทำให้ดูสง่างามกว่าเดิมและได้สร้างสิ่งก่อสร้างศิลปะแบบอาร์ตเดโด ขึ้นหลายแห่ง เช่น ตึกชาโต้ ตึกเอราวัณ โรงภาพยนตร์ ทหารบก เป็นต้น ลพบุรีจึงเป็นเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่ง ที่อุดมด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ชาติไทยและมีความเป็นอมตะนคร ไม่หายไปจากความทรงจำของทุกยุคทุกสมัย

ลพบุรี เป็นดินแดนเก่าแก่ที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ สมัยประวัติศาสตร์ จนถึงสมัยปัจจุบัน โดยในอดีตราวพุทธศตวรรษที่ 12 ลพบุรีรู้จักกันในชื่อว่า “ละโว้” หรือ “ลวะปุระ” เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางฝั่งตะวันออกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม สามารถติดต่อกับเมืองอื่นๆ ได้ทั้งทางบกและทางน้ำ ทำให้เมืองลพบุรีกลายเป็นเมืองท่าสำคัญในการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศและยังเป็นเมืองศูนย์กลางทางพุทธศาสนาควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการที่ได้ติดต่อกับอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจที่สำคัญในขณะนั้น ทำให้รับเอาศิลปวัฒนธรรมของอาณาจักรกัมพูชาเข้ามามากมาย ส่งผลให้มีการพัฒนาด้านต่าง ๆ จนทำให้ลพบุรีกลายเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากกว่าเมืองอื่น ๆ ที่อยู่ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ลพบุรีมีฐานะเป็น “เมืองลูกหลวง” โดยเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญของกรุงศรีอยุธยาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จนถึงสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เมืองลพบุรีถูกลดฐานะลงเป็นเมืองจัตวาและซบเซาลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ลพบุรีกลับมามีบทบาทโดดเด่นอีกครั้ง โดยเป็นเสมือน “ ราชธานีแห่งที่ 2 ” เนื่องจาก สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเสด็จมาประทับที่เมืองลพบุรีเพื่อว่าราชการในแต่ละปีถึง 8-9 เดือน ทำให้ลพบุรีในสมัยนี้มีความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางด้านสถาปัตยกรรม ด้านสาธารณูปโภค และเป็นเมืองสำคัญในการปกครอง จนกระทั่งสิ้นสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ลพบุรีถูกลดความสำคัญลงและถูกทิ้งจนเกือบมีสภาพเป็นเมืองร้าง

ลพบุรีกลับมามีบทบาทอีกครั้งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระองค์ทรงให้ความสนใจเมืองลพบุรีมาก ทรงโปรดฯ ให้มีการบูรณะ ปฏิสังขรณ์พระราชวังซึ่งเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและพระราชทานชื่อว่า “พระนารายณ์ราชนิเวศน์” ในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้พัฒนาจังหวัดลพบุรีให้เป็นเมืองศูนย์กลางทางการทหาร และมีการวางผังเมืองใหม่ โดยย้ายศาลากลางจังหวัดจากบริเวณพระนารายณ์ราชนิเวศน์มายังสถานที่ตั้งในปัจจุบัน



สถานที่ท่องเที่ยว




ศาลพระกาฬ


ตั้งอยู่ริมทางรถไฟด้านทิศตะวันออกพระปรางค์สามยอด ตำบลท่าหิน เป็นเทวสถานเก่าของขอม สร้างด้วยศิลาแลงเรียงซ้อนกันเป็นฐานสูง จึงเรียกกันมาแต่ก่อนอีกชื่อหนึ่งว่า "ศาลสูง" ที่ทับหลังสลักเป็นรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ทำด้วยศิลาทราย 1 แผ่น อายุราวพุทธศตวรรษที่ 15 วางอยู่ติดฝาผนังวิหารหลังเล็ก ชั้นบน ณ ที่นี่ได้พบหลักศิลาจารึกแปดเหลี่ยม จารึกอักษรมอญโบราณ ส่วนด้านหน้าเป็นศาลที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2494 โดยสร้างทับบนรากฐานเดิมที่สร้างไว้ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภายในวิหารประดิษฐานพระนารายณ์ยืน ทำด้วยศิลา 2 องค์ องค์เล็กเป็นแบบเทวรูปเก่าในประเทศไทย องค์ใหญ่เป็นประติมากรรมแบบลพบุรี แต่พระเศียรเดิมหายไป ภายหลังมีผู้นำพระเศียรพระพุทธรูปศิลาทรายสมัยอยุธยามาสวมต่อไว้ เป็นที่เคารพสักการะของประชาชนทั่วไป ในบริเวณรอบศาลพระกาฬร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ จึงเป็นที่อยู่อาศัยของฝูงลิงจำนวนมาก ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของจังหวัดลพบุรี มีร้านขายของที่ระลึก และอาหารสำหรับลิง ตลอดจนศาลาพักผ่อนมีถนนตัดรอบทำให้โบราณสถานมีลักษณะเป็นวงเวียน


เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ลพบุรี



เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
ตั้งอยู่ที่บ้านแก่งเสือเต้น ตำบลหนองบัว เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เป็นชื่อที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้กับเขื่อนแห่งนี้ สร้างภายใต้โครงการพัฒนาลุ่มแม่น้ำป่าสัก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นเขื่อนแกนดินเหนียวที่ยาวที่สุดในประเทศไทย มีความยาว 4,860 เมตร ความสูงที่จุดสูงสุด 36.50 เมตร จุดเด่นที่น่าสนใจภายในเขื่อน ได้แก่ จุดชมวิวสันเขื่อน พิพิธภัณฑ์ลุ่มน้ำป่าสัก ซึ่งแสดงความรู้ด้านธรรมชาติ และวัฒนธรรม เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ได้ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2542



วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2553

โรงเรียนของฉัน


สถานที่ตั้ง
เลขที่ ๑๐ ถนนเพทราชา ตำบลท่าหิน อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี (อยู่ติดกับพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ทางด้านทิศใต้) รหัสไปรษณีย์ ๑๕๐๐๐โทรศัพท์ ๐ - ๓๖๔๑ - ๑๒๓๕ , ๐ - ๓๖๔๒ - ๑๐๘๘๘โทรสาร ๐ - ๓๖๔๒ - ๑๐๘๘ ต่อ ๑๒๑Information : http://winitsuksa.ws.ac.thE-mail : winitsuksa@ws.ac.th

Location : 10 Petracha Rd. Thahin Muang Lopburi, Thailand 15000(Southern side of King Narai Palace)Tel. : 66-36-411-235, 66-36-421-088Information : http://winitsuksa.ws.ac.thE-mail :
winitsuksa@ws.ac.th


ประ วัติโรงเรียน

วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๔๘๙ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระพุทธวรญาณ (กิตติ บัวอ่อน ปธ.๘) อดีตเจ้าคณะจังหวัดลพบุรีกับ คณะศิษย์ ๔ คน ได้จัดตั้งโรงเรียนวินิตศึกษาขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เยาวชนได้รับการศึกษาควบคู่ไปกับการฝึกอบรม คุณธรรมตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ให้สามารถประกอบสัมมาอาชีพได้ และดำรงตนอยู่ในสังคมด้วยคุณธรรมอันดี เปิดสอนตั้งแต่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๓ มีนักเรียน ๑๒๐ คน ครู ๗ คน ใช้ศาลาวัดกวิศราราม และอาคารสถานที่ของวัดเป็นที่เรียน โดยท่านเป็นผู้อำนวยการ และมี ครูประพันธ์ ผลฉาย เป็นครูใหญ่

May 20, 1946 Abbot Pra Buddhaworayan (Kittithinnathera) established Winitsuksa School. There were only 120 students and 7 teachers from Mathayom 1-3.

พ.ศ. ๒๔๙๒ กระทรวงศึกษาธิการให้การรับรองวิทยฐานะเทียบเท่าโรงเรียนรัฐบาล ภายหลังจากได้ดำเนินการสอนตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษา ได้เพียง ๓ ปี และได้ย้ายสถานที่เรียน มาสร้างอาคารถาวรด้านหลังวัด ซึ่งเป็นอาคารเรียนปัจจุบัน โดยมี อาจารย์ประพัฒน์ ตรีณรงค์ เป็นครูใหญ่คนที่ ๒ (ต่อจากอาจารย์ ประพันธ์ ผลฉาย) พร้อมกันนี้ได้เปิด สอนชั้น ม.๔ - ม.๖ (มศ.๑ - มศ.๓ ปัจจุบัน) ในนามโรงเรียน วิทยาประสิทธิ์ (เพราะการจะเปิดชั้นเรียนเพิ่มสูงขึ้นนั้น เปิดในโรงเรียนเดิมซึ่งได้รับการรับรองวิทยฐานะแล้วไม่ได้ตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น) มีอาจารย์ชั้น ปานบัว เป็นครูใหญ่ โรงเรียนนี้เปิดทำการสอนไม่นาน กระทรวงศึกษาธิการก็รับรองวิทยฐานะ เทียบเท่าโรงเรียนรัฐบาล ในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ และหลังจากนั้นก็ยุบเป็น " วินิตศึกษา " แต่เพียง โรงเรียนเดียว โดยหลวงพ่อพระพุทธวรญาณรักษาการตำแหน่งครูใหญ่อยู่ ๒ ปี ต่อจากนั้น อาจารย์จันทร์ บัวสนธิ์ ก็ดำรงตำแหน่งครูใหญ่ต่อมาจนสิ้นสุด ปีการศึกษา ๒๕๓๘ ชั้นเรียนเดิม ซึ่งเคยมีตั้งแต่ ชั้นมัธยมปีที่ ๑ ถึงชั้นมัธยมปีที่ ๖ ก็เปลี่ยน เป็นตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ ๕ ถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ตามระบบการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงใหม่ และได้เปิดชั้น ม.ศ. ๔ ม.ศ. ๕ และ ม.ศ. ๖

In 1949 The Ministry of Education guaranteed the high standard of Winitsuksa School to provide education from Mathayom 1-6.

พ.ศ. ๒๔๙๓ ได้โอนเข้าเป็นสมบัติของของกวิศรารามมูลนิธิและได้โอนเป็นของวัดกวิศราราม ปี พ.ศ. ๒๕๓๐ โรงเรียนวินิตศึกษาจึงมีฐานะเป็นโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา โดยสมบูรณ์

In 1987 The school became a private (non profit) school of Kawidsararam Temple

๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๒ คณะศิษย์และพุทธศาสนิกชน ผู้มีความเคารพนับถือในหลวงพ่อ ได้ดำเนินการสร้าง อาคารเรียน "ธรรมญาณ๘๔" ขึ้นเพื่อเป็น อนุสรณ์ และเป็นเครื่องหมายแห่งความกตัญญูของศิษยานุศิษย์ เนื่องในโอกาสที่หลวงพ่อพระพุทธวรญาณเจริญอายุได้ ๘๔ ปี หรือ ๗ รอบอายุ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับโรงเรียนวินิตศึกษาไว้ใน พระราชูปถัมภ์ ตั้งแต่วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๓๔ (หนังสือจากกองราชเลขานุการ ในพระองค์ สำนักงานเลขาธิการ สวนจิตรลดา ที่ รล ๐๐๐๗/๔๕๕๒ ลงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๓๔ ) และเสด็จมาทรงเป็นองค์ประธานเปิดอาคาร " ธรรมญาณ ๘๔ " ในวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๓๔

May 20, 1991 Winitsuksa School was accepted to be under patronage of Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn

พ.ศ. ๒๕๓๘ โรงเรียนวินิตศึกษา ได้รับเกียรติบัตรรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษาระดับ มัธยมศึกษา จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๓๙ โรงเรียนได้จัดโครงการใช้สื่อการสอนเป็นภาษาอังกฤษ สอนบางรายวิชาเป็นภาษาอังกฤษ (Bilingual Programme) รวม ๖ รายวิชา คือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา สุขศึกษา งานบ้าน พลศึกษา ปัจจุบันปี พ.ศ. ๒๕๔๔ เปิดสอนเพิ่มเป็น ๙ รายวิชา

In 1996 Winitsuksa started the pilot project for the Bilingual Programme

พ.ศ. ๒๕๔๐ โรงเรียนวินิตศึกษา ได้รับคัดเลือกจากกระทรวงศึกษาธิการ ให้เป็นโรงเรียนเครือข่าย (Partner School) กับ Anderson Secondary School โรงเรียนอันดับ ๑ ใน ๕ ของประเทศสิงคโปร์และในอนาคตกับประเทศออสเตรเลีย

In 1997 Winitsuksa was selected by the Ministry of Education to be a member of the Thailand & Singapore Partner School Programme

พ.ศ. ๒๕๔๒ โรงเรียนวินิตศึกษา ได้ลงนามข้อตกลงโรงเรียนพี่โรงเรียนน้อง (SISTER SCHOOL) กับประเทศออสเตรเลีย ระหว่าง PITTWATER HOUSE SCHOOLS, AUSTRALIA กับ WINITSUKSA SCHOOL, THAILAND

In 1999 Winitsuksa & Pittwater House School Australia signed a memorandum to start the Sister School Programme

ปัจจุบัน โรงเรียนวินิตศึกษา ในพระราชูปถัมภ์ฯ เปิดทำการสอนตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ รับทั้งนักเรียนชาย และนักเรียนหญิง มีครู - อาจารย์ ๑๔๕ คน มีนักเรียนทั้งหมด ๓,๒๙๕ คน และครูชาวต่างประเทศ ๖ คน และครูพิเศษจากภายนอกมาสอน ๑๕ คน และได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการพิเศษของกระทรวงศึกษาธิการดังนี้

- โครงการประกอบอาชีพอิสระระหว่างเรียนของกรมวิชาการ

- โรงเรียนร่วมพัฒนาหลักสูตรปรับปรุงมัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย ของกรม วิชาการ

- โรงเรียนนำร่องประเมินมาตรฐานคุณภาพการศึกษาเอกชนระดับมัธยมศึกษา
Winitsuksa School Lopburi Copyright 2006 10 Petracha Rd. Thahin Muang Lopburi, Thailand. 15000 (Southern Side Of King Narai Palace) Tel. 0-3641-1235, 0-3642-1088 E-mail : winitsuksa@ws.ac.th Please Set Your Display Properties To 1024 x 768 Templates By IT Center

ภาพกิจกรรม

วันที่ 17 ธันวาคม 2552 คณะครูและนักเรียนร่วมกันตักบาตรและทำกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันมรณภาพของหลวงพ่อพระพุทธวรญาณ ผู้ก่อตั้งโรงเรียน





เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2553 นายชินวรณ์ บุณยเกีรยติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางมาเยี่ยมโรงเรียน และกราบนมัสการ พระราชพุทธิวราภรณ์ ผู้จัดการ




วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553

เชียงราย


แผนที่




พระตำหนักดอยตุง





ดอยตุงจากภูเขาหัวโล้นเพราะถูกบุกรุกแผ้วถาง ครั้นเมื่อสมเด็จย่าไปประทับทรงอยู่ ณ พระตำหนักดอยตุง โครงการต่างๆ จากพระองค์ท่านได้พัฒนาดอยตุง จนทำให้ดอยแห่งนี้มีความสวยงามจากพืชพรรณป่าไม้ พรรณไม้เมืองหนาวที่ดอยตุงน่าชมมากๆ พอกับทิวทัศน์ที่สวยงามที่ตั้ง ดอยตุงอยู่ในเขตอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เดิมทีดอยตุงมีสภาพป่าไม้ที่สมบูรณ์มาก แต่ถูก หักร้าง ถางพง จากชาวเขาอพยพด้วยการทำไร่เลื่อนลอย และปลูกฝิ่น จนกลายเป็นภูเขาหัวโล้น กระทั่งรัฐบาลได้พัฒนาดอยตุงตามโครงการพระราชดำริ ดอยตุงจึงสภาพดีกลับคืนมาอีกครั้ง ดอยตุงมีความสูง 1,509 เมตรจากระดับน้ำทะเลที่เที่ยว พระธาตุดอยตุง : เจดีย์สีทองคู่กันตั้งอยู่ริมหน้าผา เป็นเจดีย์เก่าแก่อายุหลายร้อยปี จากที่ตั้งเจดีย์นนี้ชมวิวทิวทัศน์ อากาศเย็นสบาย พระตำหนักดอยตุง : เป็นสถานที่สมเด็จย่าทรงประทับแปรพระราชฐานเพื่อทรงงาน นักท่องเที่ยวนิยมเข้ามาชมพระตำหนักที่ปลูกสร้างอย่างง่ายๆ ด้วยศิลปะล้านนาผสมผสานกับบ้านทรงพื้นเมืองของสวิสเซอร์แลนด์ สวนแม่ฟ้าหลวง : พื้นที่ 12 ไร่ เป็นสวนดอกไม้ที่มีดอกตลอดปี ฤดูหนาวจะมากที่สุด มีรูปปั้นประติมากรรมเด็กยืนต่อตัวขึ้นไป มีร้านกาแฟที่รสชาติและกลิ่นหอมยอดเยี่ยม
สวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง : อยู่บนดอยช้างมูบ ถนนราดยางขึ้นถึง สองข้างทางวิวสวยงามมาก เป็นภูเขาหญ้า ภายในสวนรุกขชาติหลากหลายไปด้วยพรรณไม้เมืองหนาว ยังมีศาลาชมทิวทัศน์ ซึ่งมองเห็นไกลถึงฝั่งพม่าเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีที่เที่ยวอื่นๆ ใกล้เคียงเช่นตลาดชาวไทยภูเขา หมู่บ้านชาวไทยภูเขา ซื้อหาผลิตภัณฑ์ฝีมือต่างๆ การเดินทางจากตัวเมืองเชียงรายใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (เชียงราย - แม่สาย) ถึงกิโลเมตรที่ 870 - 871 เลี้ยวซ้ายใช้ทางหลวงหมายเลข 1149 ไปถึงดอยตุงระยะทาง 17 กิโลเมตร รวมระยะทางจากตัวเมืองเชียงราย 60 กิโลเมตร




วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่



การเดินทาง

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ 4 จังหวัด 11 อำเภอ ได้แก่ อำเภอมวกเหล็ก อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี อำเภอปากช่อง อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา อำเภอนาดี อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอประจันตคาม อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี และอำเภอปากพลี อำเภอบ้านนา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของไทย ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2505 และได้รับสมญานามว่าเป็น "อุทยานมรดกของกลุ่มประเทศอาเซียน"
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีเนื้อที่ปกคลุม 2,168 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบชื้น ป่าดิบเขา ทุ่งหญ้า และป่ารุ่นหรือป่าเหล่า ป่าดงดิบชื้น ลักษณะป่าชนิดนี้เป็นป่าที่อยู่ในระดับความสูง 400-1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล พืชพรรณมี 3,000 ชนิด,นกมี 250 ชนิดและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 67 ชนิด ซึ่งได้แก่ ช้าง เสือ ชะนี กวาง และหมูป่า พบอยู่ตามทุ่งหญ้ากว้างทั่วๆ ไป


สถานที่ท่องเที่ยว


เขาเขียว

เขาเขียว มองจากถนนทางขึ้นเขาเขียว เป็นภูเขาสูงอีกลูกหนึ่งของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ลักษณะเป็นทิวเขายาว มองเห็นได้จากทางจังหวัดนครนายก การเดินทางไปยังเขาเขียวสามารถเดินทางได้โดยรถยนต์ไปถึงยอด โดยบนยอดของเขาเขียวเป็นที่ตั้งของสถานีเรดาร์ของกองทัพอากาศ ซึ่งเปิดให้ชมวิวได้ อีกทั้งยังมีจุดชมวิวและศึกษาเส้นทางธรรมชาติผาเดียวดาย ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่




เขากำแพง

เขากำแพง มองจากอ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง1 เป็นเทือกเขาแนวยาวราวกับกำแพงจึงได้ชื่อว่าเขากำแพง โดยเขากำแพงนี้เป็นต้นกำเนิดของลำน้ำสำคัญ เช่น ลำพระเพลิง ลำพระยาธาร ลำใสใหญ่ เป็นต้น